โรงงานบรรจุภัณฑ์ร้อนเกิดจากอะไร?
วิเคราะห์ 7 สาเหตุความร้อนสะสมที่พบบ่อย
โรงงานบรรจุภัณฑ์ร้อน มักไม่ได้เกิดจากอุณหภูมิภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความร้อนหลายแหล่งทำงานร่วมกัน ทั้งความร้อนจากหลังคา เครื่องจักร กระบวนการอบ พิมพ์ เคลือบ ลามิเนต และขึ้นรูป รวมถึงอากาศร้อนที่ลอยขึ้นไปสะสมอยู่ใต้หลังคา
เมื่ออาคารไม่มีทางนำความร้อนออก และไม่มีอากาศใหม่เข้ามาทดแทนในปริมาณและทิศทางที่เหมาะสม อุณหภูมิภายในพื้นที่ผลิตจะค่อย ๆ สูงขึ้นตลอดวัน แม้โรงงานจะติดตั้งพัดลมไว้หลายตัวแล้วก็ตาม
โรงงานบรรจุภัณฑ์ร้อนเกิดจากอะไร?
- หลังคาและผนังที่รับแสงแดดตลอดวัน
- เครื่องจักรและมอเตอร์ที่ทำงานต่อเนื่อง
- เครื่องพิมพ์ เครื่องอบ เครื่องเคลือบ และเครื่องลามิเนต
- เครื่องฉีดพลาสติก เครื่องเป่าขวด และเครื่องขึ้นรูป
- ระบบไฮดรอลิก คอมเพรสเซอร์ และตู้ควบคุม
- อากาศร้อนที่เข้ามาจากภายนอก
- อากาศร้อนที่ลอยขึ้นไปสะสมใต้หลังคา
โรงงานบรรจุภัณฑ์ประเภทใดพบปัญหาความร้อนบ่อย?
- โรงงานผลิตกล่องกระดาษและกระดาษลูกฟูก
- โรงงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์
- โรงงานผลิตฟิล์มและถุงพลาสติก
- โรงงานฉีดพลาสติก
- โรงงานเป่าขวดและภาชนะพลาสติก
- โรงงานเทอร์โมฟอร์มมิง
- โรงงานลามิเนตและเคลือบผิว
- โรงงานผลิตกระป๋องหรือบรรจุภัณฑ์โลหะ
- พื้นที่แพ็กสินค้า
- คลังวัตถุดิบ
- คลังสินค้าสำเร็จรูป
7 สาเหตุความร้อนสะสมในโรงงานบรรจุภัณฑ์
1. ความร้อนจากหลังคาและผนังอาคาร
หลังคาเป็นพื้นผิวขนาดใหญ่ที่รับแสงแดดโดยตรง โดยเฉพาะอาคารที่ใช้หลังคาเมทัลชีต ไม่มีฉนวนกันความร้อน หรือวัสดุกันความร้อนเดิมเริ่มเสื่อมสภาพ
เมื่อหลังคามีอุณหภูมิสูง ความร้อนจะแผ่เข้าสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างต่อเนื่อง ทำให้อากาศบริเวณใต้หลังคาร้อนขึ้นก่อน จากนั้นความร้อนจึงกระจายลงมายังระดับการทำงาน
สัญญาณที่บ่งชี้ว่าความร้อนมาจากหลังคา
- ช่วงเช้าอากาศยังไม่ร้อนมาก แต่เริ่มร้อนจัดในช่วงบ่าย
- พื้นที่ชั้นลอยร้อนกว่าพื้นที่ระดับพื้น
- บริเวณกลางอาคารร้อนกว่าจุดใกล้ประตู
- เมื่อปิดเครื่องจักรแล้ว อาคารยังคงร้อน
- หลังพระอาทิตย์ตก อุณหภูมิภายในลดลงช้า
แนวทางตรวจสอบ
2. ความร้อนจากเครื่องจักรและกระบวนการผลิต
- เครื่องพิมพ์
- เครื่องอบหมึกและอบสี
- เครื่องลามิเนต
- เครื่องเคลือบผิว
- เครื่องฉีดพลาสติก
- เครื่องเป่าขวด
- เครื่องเทอร์โมฟอร์มมิง
- เครื่องรีดและเครื่องขึ้นรูป
- มอเตอร์และปั๊ม
- ระบบไฮดรอลิก
- เครื่องอัดอากาศ
- ตู้ควบคุมและอินเวอร์เตอร์
จุดที่ควรตรวจสอบบนเครื่องจักร
- ชุดอบหรือชุดให้ความร้อน
- ด้านหลังเครื่องจักร
- ตำแหน่งมอเตอร์
- ระบบไฮดรอลิก
- ท่อระบายอากาศร้อน
- ตู้ไฟฟ้าและตู้ควบคุม
- พื้นที่ที่เครื่องจักรวางชิดกัน
ทำไมควรระบายความร้อนจากต้นกำเนิด?
3. อากาศร้อนลอยขึ้นและสะสมอยู่ใต้หลังคา
อากาศร้อนมีความหนาแน่นต่ำกว่าอากาศเย็น จึงลอยขึ้นสู่ด้านบน อาคารโรงงานที่มีหลังคาสูงจึงมักเกิดชั้นอากาศร้อนสะสมอยู่ใต้หลังคา
ลักษณะอาคารที่พบปัญหานี้บ่อย
- อาคารหลังคาสูงและมีปริมาตรภายในมาก
- ไม่มีช่องระบายอากาศบริเวณจุดสูง
- ช่องระบายเดิมถูกปิดหรือมีขนาดไม่เพียงพอ
- พัดลมดูดอากาศติดตั้งต่ำกว่าชั้นความร้อน
- มีฝ้า ผนังกั้น หรือส่วนต่อเติมขวางทางลม
- อากาศจากด้านล่างไม่สามารถเคลื่อนขึ้นสู่จุดระบายได้
พัดลมยักษ์ช่วยได้อย่างไร?
4. ระบบระบายอากาศออกไม่เพียงพอ
ระบบระบายอากาศที่ดีต้องมีทั้งทางนำอากาศร้อนออก และทางให้อากาศใหม่เข้ามาทดแทน
หลายโรงงานติดตั้งพัดลมดูดอากาศแล้ว แต่ยังคงร้อน เพราะปริมาณการระบายอากาศไม่สัมพันธ์กับปริมาตรอาคาร แหล่งความร้อน และลักษณะการใช้งานจริง
ปัญหาที่พบได้บ่อย
- จำนวนพัดลมดูดอากาศไม่เพียงพอ
- ขนาดพัดลมไม่เหมาะกับปริมาตรอาคาร
- ตำแหน่งพัดลมไม่ตรงกับจุดสะสมความร้อน
- ไม่มีช่องอากาศเข้าเพียงพอ
- ช่องลมเข้าอยู่ใกล้จุดดูดอากาศเกินไป
- อากาศไหลลัดวงจร
- บานเกล็ดหรือตะแกรงอุดตัน
- พัดลมหมุนผิดทิศทาง
- มีสิ่งของกีดขวางด้านหน้าหรือด้านหลังพัดลม
ทำไมช่องลมเข้าจึงสำคัญ?
5. เครื่องจักร พาเลต และสินค้าวางขวางทางลม
โรงงานบรรจุภัณฑ์มักมีเครื่องจักรขนาดใหญ่ ม้วนกระดาษ วัตถุดิบ พาเลต ชั้นวาง และสินค้าสำเร็จรูปจำนวนมาก
จุดอับลมที่พบได้บ่อย
- ด้านหลังเครื่องจักร
- ระหว่างสายการผลิต
- ใต้ชั้นลอย
- มุมอาคาร
- พื้นที่หลังชั้นวาง
- จุดที่มีพาเลตวางซ้อนสูง
- จุดแพ็กสินค้า
- จุดตรวจสอบคุณภาพ
- พื้นที่ลึกจากประตูหรือผนังอาคาร
แนวทางตรวจทางเดินอากาศ
6. เติมอากาศใหม่เข้ามา แต่ไม่ได้ควบคุมอุณหภูมิและทิศทาง
ระบบอีแวปช่วยได้ในกรณีใด?
สำหรับพื้นที่เปิดหรือกึ่งเปิดบางประเภท สามารถพิจารณาใช้ระบบอีแวปเพื่อลดอุณหภูมิของอากาศก่อนเติมเข้าสู่พื้นที่ระบบต้องมีทางระบายอากาศออกอย่างต่อเนื่อง และต้องประเมินองค์ประกอบต่อไปนี้
- ความชื้นภายนอก
- ลักษณะวัตถุดิบ
- ข้อกำหนดของสินค้า
- กระบวนการผลิต
- ตำแหน่งพนักงาน
- ระยะส่งลม
- จุดระบายอากาศออก
- พื้นที่เปิดของอาคาร
โรงงานกระดาษและงานพิมพ์ต้องระวังอะไร?
กระดาษ กาว หมึก ฟิล์ม และสินค้าบางประเภทอาจไวต่อความชื้น จึงไม่ควรใช้ระบบอีแวปแบบเดียวกันทุกพื้นที่ต้องพิจารณาเป็นรายโซน เช่น พื้นที่ทำงานของพนักงาน พื้นที่ผลิต พื้นที่เก็บวัตถุดิบ และพื้นที่เก็บสินค้าสำเร็จรูป
7. ระบบเดิมไม่สอดคล้องกับการใช้งานปัจจุบัน
- เพิ่มจำนวนเครื่องจักร
- เพิ่มกำลังการผลิต
- เพิ่มกะการทำงาน
- ต่อเติมผนังภายใน
- เพิ่มห้องหรือชั้นลอย
- เพิ่มชั้นวางสินค้า
- เปลี่ยนตำแหน่งสายการผลิต
- ปิดประตูหรือช่องลมเดิม
- เปลี่ยนลักษณะสินค้าและกระบวนการผลิต
รายการตรวจสอบระบบเดิม
- ทิศทางการหมุนของพัดลม
- สภาพใบพัด
- สภาพสายพาน
- เสียงและแรงสั่นสะเทือน
- สภาพมอเตอร์
- ตะแกรงและบานเกล็ด
- ช่องลมเข้า ช่องลมออก
- สิ่งกีดขวางรอบอุปกรณ์
- การเปลี่ยนแปลงผังโรงงาน
ควรตรวจระบบเมื่อใด?
ควรตรวจในช่วงที่เครื่องจักรทำงานจริง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่โรงงานมีอุณหภูมิสูงที่สุด ไม่ควรประเมินเฉพาะในวันหยุดหรือช่วงที่กำลังการผลิตต่ำ


